ถึง

กรมควบคุมโรค เผยบทความในโซเชียลมีเดียเรื่องโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาในห้องเก็บของแห่งหนึ่งในฮาวาย เป็นข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง

30 ตุลาคม 60
จำนวนคนอ่าน 2,097
          กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยบทความในโซเชียลมีเดียเรื่องโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาในห้องเก็บของแห่งหนึ่งในฮาวาย เป็นการแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง ที่ผ่านมาประเทศไทยเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาและเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง แม้ในประเทศไทยจะยังไม่พบชนิดก่อโรครุนแรงในคนก็ตาม แนะประชาชนดูแลบ้านเรือนให้สะอาด ปิดถังขยะให้มิดชิด ใช้กับดักหรือเหยื่อกำจัดหนู ไม่ใช้วิธีการไล่หนู เพราะอาจไปแพร่พันธุ์มากขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง
          วันนี้ (30 ตุลาคม 2560) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีมีการส่งต่อบทความในโซเชียลมีเดีย ที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตลักษณะคล้ายการติดเชื้อไวรัสฮันตาในฮาวาย ซึ่งอ้างว่าผู้เสียชีวิตดังกล่าวได้ถูกส่งไปทำความสะอาดที่ห้องเก็บของที่มีซากหนูแห้งตาย จากนั้นมีอาการป่วยและเสียชีวิตในที่สุด นั้น  กรมควบคุมโรค ขอชี้แจงว่าจากการตรวจสอบแล้วพบว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่ปี 2542 (ค.ศ.1999) และนำกลับมาเผยแพร่ใหม่เป็นระยะๆ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (US CDC) ยืนยันว่าไม่เคยได้รับรายงานผู้ป่วยดังกล่าว และระบุว่าข้อความที่มีการส่งต่อกันนั้น เป็นการแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง (eRumor)  ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา เพื่อให้คนไทยมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้และป้องกันโรคอย่างถูกวิธี ดังนี้ 
          โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา พบได้บ่อยในสัตว์ฟันแทะที่อาศัยในป่า โดยเฉพาะหนูป่าหลายชนิด  ติดต่อสู่คนโดยการหายใจเอาฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่มีเชื้อ และจากการถูกสัตว์ฟันแทะกัดหรือรับเชื้อผ่านทางผิวหนังที่มีแผล ทางจมูกและตา รวมถึงการติดต่อจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน แต่ไม่พบว่ามีการติดต่อจากคนสู่คน อาการที่พบมีตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงรุนแรง อาการรุนแรงจะเกิดที่ปอดหรือไต ในระยะแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด (มีไข้ หนาวสั่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ) อาจมีอาการมึนงง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และในรายที่รุนแรงจะทำให้เกิดเลือดออกที่ไตหรือไตวาย อาจเกิดอาการช็อคและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ในการรักษาผู้ป่วยไม่มียาเฉพาะ จะใช้วิธีการรักษาตามอาการเท่านั้น
          นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ในประเทศไทยมีการสำรวจแหล่งรังโรคในสัตว์จำพวกหนูจากสถาบันการศึกษาของประเทศไทย และมีเครือข่ายทางห้องปฏิบัติการหลายแห่งที่เฝ้าระวังการเกิดโรคนี้ ถ้ามีผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสฮันตา แพทย์ก็สามารถรายงานมาที่หน่วยงานระบาดวิทยา เพื่อทำการสอบสวนหาสาเหตุของโรคต่อไป
           ประเทศไทย ได้เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการโดยมีการประสานเครือข่ายการตรวจวินิจฉัยทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ในประเทศไทยจะยังไม่พบโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาชนิดก่อโรครุนแรงในคนก็ตาม แต่โรคดังกล่าวสามารถพบได้บ่อยในสัตว์ฟันแทะที่อาศัยในป่า โดยเฉพาะในหนูป่าหลายชนิด แต่ไม่ใช่หนูทุกชนิดที่เป็นพาหะนำโรค  ซึ่งในประเทศไทยก็มีโรคติดต่อจากหนูหลายโรค รวมทั้งโรคเลปโตสไปโรสิสหรือโรคไข้ฉี่หนูด้วย  กรมควบคุมโรค จึงขอแนะนำวิธีป้องกันทั้งโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาและโรคฉี่หนู ดังนี้ 1.ทำความสะอาดบริเวณที่อาจเป็นที่อยู่ของสัตว์ฟันแทะ โดยใส่ถุงมือยาง   ทำให้อากาศถ่ายเท ราดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ไม่กวาดพื้นหรือทำให้ฝุ่นกระจาย หากจำเป็นควรสวมผ้าปิดจมูกขณะทำความสะอาด  และ 2.ดูแลบ้านเรือนให้สะอาด ปิดช่องหรือรูในบ้านและโรงรถไม่ให้เป็นทางให้หนูเข้าได้ อาจใช้กับดักหรือเหยื่อกำจัดหนูในบริเวณบ้าน ไม่ใช้วิธีการไล่หนู ซึ่งนอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังจะทำให้หนูแพร่พันธุ์มากขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง  นอกจากนี้ ควรเก็บอาหาร อาหารสัตว์ในภาชนะปิด ปิดถังขยะให้มิดชิด และตัดแต่งต้นไม้รอบบ้านไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนู
          ถ้ามีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบากและไอ มีปริมาณปัสสาวะผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร 1422
 
   *******************************************************
ข้อมูลจาก : สำนักระบาดวิทยา/สำนักโรคติดต่อทั่วไป/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
โทรศัพท์ 0-2590-3857 วันที่ 30 ตุลาคม 2560
 
 
Back