กรมควบคุมโรค พัฒนาด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พร้อมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
07/08/2556 จำนวนคนอ่าน 1713 ครั้ง

          กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมวิชาการด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เน้นการเตรียมความพร้อมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและดำเนินงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548
          วันนี้ (7 สิงหาคม 2556) นายแพทย์ประดิษฐ   สินธวณรงค์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข   มีความห่วงใยในอีก 2 ปี (พ.ศ. 2558) ที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งตามแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาค มีการเคลื่อนย้ายประชากร  เคลื่อนย้ายสัตว์  พืช อาหาร เป็นผลให้คนไทยมีความเสี่ยงต่อภัยสุขภาพเพิ่มขึ้น และจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อมากขึ้นโดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคติดต่อข้ามพรมแดน 
          ปัจจุบันด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จึงมีความสำคัญมากในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 (International Health Regulation 2005) กฎอนามัยระหว่างประเทศนี้เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลกต้องถือปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ หรือความเสี่ยงด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศต่อผู้เดินทางโดยไม่กระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศและการค้า ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบประกาศใช้กฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550  กระทรวงสาธารณสุข จึงได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคติดต่อต่างๆ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น
          ด้าน ดร.นายแพทย์พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์  อธิบดีกรมควบคุมโรค  กล่าวถึงการจัดประชุมวิชาการด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พ.ศ.2556  ณ โรงแรมอาราญาน่า ภูพิมาน รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2556 ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคติดต่อมากขึ้น ซึ่งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในประเทศไทยมี 63 แห่งทั่วประเทศ เป็นด่านควบคุมโรคฯ ประเภทท่าอากาศยาน จำนวน 14 แห่ง ด่านควบคุมโรคฯ ประเภทท่าเรือ จำนวน 18 แห่ง และด่านควบคุมโรคฯ ประเภทพรมแดน 31 แห่ง การปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านฯ ต้องปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523 และกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงาน รวมถึงการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ดังนั้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปกรมควบคุมโรคจะให้ความสำคัญในการพัฒนาด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ได้แก่ การพัฒนาเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด่านควบคุมโรคฯ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาเซียน การพัฒนาด่านให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เดินทาง  รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้สมกับคำกล่าวขานว่าประเทศไทยเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวติดอันดับต้นๆ ของโลก
          ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในปีนี้กรมควบคุมโรค ได้จัดการประชุมวิชาการด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 7–9 สิงหาคม 2556 มีเจ้าหน้าที่ด่านจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมจำนวน 170 คน ใช้เวลาประชุม 3 วัน ซึ่งนอกจากจะจัดให้มีการบรรยายแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านฯ นำเสนอผลงานวิชาการอีกด้วย  เนื้อหาการประชุมเน้นการสร้างแรงบัลดาลใจในการทำงาน โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานตามแนวตะเข็บชายแดน การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน  ประสบการณ์การทำงานกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางสาธารณสุข การสร้างเครือข่ายในการป้องกัน ควบคุมโรคร่วมกันกับประเทศใกล้เคียงและการพัฒนาสมรรถนะหลักของช่องทางเข้าออกประเทศตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ  นอกจากนี้กรมควบคุมโรคยังมีงบประมาณให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำด่านทุกคนพัฒนาภาษาอังกฤษและภาษาเพื่อนบ้านที่ต้องใช้ในการปฏิบัติงาน การพัฒนาด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ  ซึ่งกรมควบคุมโรค ถือว่าการพัฒนาปราการด่านเป็นหน้าที่สำคัญในการดูแลและการให้บริการแก่ผู้เดินทางระหว่างประเทศที่เข้ามาไม่ว่าจะมาดำเนินธุรกิจการค้า ท่องเที่ยว ให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ไม่นำโรคติดต่อกลับออกไปประเทศตนเองและให้คนไทยมั่นใจว่าจะป้องกันไม่ให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยนำโรคติดต่อเข้ามาในประเทศไทยอีกด้วย  หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค 02 590 3333

 
แหล่งข่าวโดย...กลุ่มประชาสัมพันธ์และข่าว  สำนักงานเลขานุการกรม  กรมควบคุมโรค