เกาะติดสถานการณ์บุหรี่-เหล้า-ยาเสพติดมัจจุราชเงียบสังคมไทย
03/06/2556 จำนวนคนอ่าน 665 ครั้ง
มติชน ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556
 
          ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน "ยาเสพติด" และ "สิ่งเสพติด" ยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญต่อสังคมไทย และหากโฟกัสไปที่เรื่องของสุขภาพ ถ้าใครได้ติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่องคงรู้ดีว่า ปัญหา ยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น บุหรี่ เหล้า รวมทั้งยาเสพติดชนิดอื่นๆ ไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด แต่กลับมีสถิติ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
          Hospital & Healthcare จึงถือโอกาสในช่วงวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. และวันต่อต้านยาเสพติด 26 มิ.ย. ในปีนี้ ออกมาย้ำเตือนภัยจากยาเสพติด ที่จำเป็น อย่างยิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือในการ หยุดยั้งสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ เพราะอย่าลืมว่า ยาเสพติดนั้น นอกจากเป็นตัวการสำคัญต่อปัญหาสังคมในสารพัดรูปแบบแล้ว ยังเป็นมัจจุราชที่คอยบั่นทอนสุขภาพของคนไทยในปัจจุบันอีกด้วย
          เริ่มจากเรื่องของบุหรี่ หากดูสถิติการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจัดทำขึ้นในทุกๆ 3 ปี จะพบว่า ในปี 2554 แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ถึงพิษภัยจากการ สูบบุหรี่ แต่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสิงห์อมควัน วัยรุ่นก็ยังเลือกสูบบุหรี่ โดยยังคงพบว่าประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 1 ใน 5 หรือ 21 คน จาก 100 คน ยังคง สูบบุหรี่ นอกจากนี้ ยังพบตัวเลขที่น่าตกใจคือ คนที่ สูบบุหรี่ใน 21 คนนั้น มีถึง 18 คน ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ และใน 1 วันสูบบุหรี่มากถึง 11 มวนเฉลี่ยแล้วใน 1 เดือนจะสูบบุหรี่รวมไม่ต่ำกว่า 15 ซอง หรือคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 900 บาท / เดือน แม้จะรู้ว่าการสูบบุหรี่นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ตาม
          จากข้อมูลของวารสารเพื่อคนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่ "Smart" ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2556 ว่า องค์การอนามัยโลกได้กำหนดคำขวัญ "Ban tobacco advertising, Promotion and sponsorship"หรือคำขวัญในภาษาไทยที่ว่า "ไม่ใช้ ไม่รับ ไม่สนับสนุนโฆษณายาสูบร้าย ทำลายชีวิต" ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันการโฆษณาและส่งเสริมการขาย รวมทั้งการให้ทุนอุปถัมภ์โดยบริษัทบุหรี่ยังคงมีอยู่ และยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง
          แม้ว่าประเทศไทยได้ออกกฎหมายห้ามโฆษณาและส่งเสริมสินค้ายาสูบทุกรูปแบบตั้งแต่ปี 2535 แต่กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทบุหรี่ยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เพราะในปี 2554 มีมูลค่าเกือบ 300 ล้านบาทเลยทีเดียว
          ส่วน "เหล้า" (รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ) ซึ่งสถิติพบว่าคนไทยดื่มเหล้าอันดับต้นๆ ของโลก นับเป็นมหันตภัยร้ายที่สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจ  เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ มากมายนั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติก็มีการสำรวจในปี 2554 เช่นกัน พบว่าคนไทยงดดื่มเหล้าร้อยละ 31.5 หรือประมาณ 17 ล้านคน โดยมีผู้ชายดื่มมากกว่าผู้หญิงถึง 5 เท่า โดยกลุ่มคนทำงานอายุ 25-59 ปี ดื่มมากกว่าวัยอื่นถึงร้อยละ 37.3 นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่สำคัญคือ ผู้สูงอายุยังมีการดื่มเหล้าสูงถึงร้อยละ 16.6 ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังปัญหาสุขภาพอย่างยิ่ง
          ปิดท้ายกันด้วยสถานการณ์ "ยาเสพติด" โดยภาพรวม ที่ไม่ได้มีทีท่าว่าดีขึ้น เพราะจากสถิติพบว่าตัวเลขพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในระยะเวลา 6 เดือน (1 ต.ค. 55 1 มี.ค. 56) มีการจับกุมคดียาเสพติดเกือบ 2 แสนคดี สามารถยึดยาบ้าได้ 61,827 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 1034.25 กก. เฮโรอีน 160.79 กก. กัญชาแห้ง 10,484.35 กก. สามารถยึดทรัพย์ได้ 771.26 ล้านบาท
          ส่วนใหญ่เกิดจากการลักลอบเข้ามาทางภาคเหนือตอนบนทางด้านจังหวัดชายแดน เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน โดย UNODC ได้รายงานสถานการณ์ยาเสพติดโลกว่า ประเทศพม่ายังคงเป็นแหล่งผลิตฝิ่นรายใหญ่ อันดับ 2 ของโลก รองจากอัฟกานิสถาน
          นอกจากการค้ายาที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว หากย้อนกลับไปดูตัวเลขของผู้ติดยาในปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขคาดว่ามีผู้ติดยาเสพติดมากกว่า 1 ล้านคน แม้ภาครัฐจะมีการกำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็น "วาระแห่งชาติ" ก็ตาม ทั้งนี้ ผู้ติดยาเสพติดส่วนใหญ่ ร้อยละ 80-85 เสพติดยาบ้า ที่สำคัญยังพบการแพร่ระบาดของยาเสพติดมากขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุ น้อยลง ในจำนวนนี้เข้ารับการบำบัดรักษาเพียง 1-1.5 แสนคน/ปี เท่านั้น ซึ่งผู้ที่ติดยาเสพติดที่เข้ารับการรักษา มีระยะเวลาการติดนาน 3-5 ปี ทำให้มีการพัฒนาจาก ผู้เสพเป็นผู้ติดยารุนแรง สมองเกิดการทำลายมากก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากซับซ้อนและยากต่อการบำบัดรักษาให้หายขาด
          จากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปีที่ผ่านมา ประชาชนยังคงมีความคิดเห็นต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดว่ามีแนวโน้มที่สูงขึ้น โดยประชาชนยังคงคิดว่ายาเสพติดหาซื้อได้ง่ายขึ้นมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว จากร้อยละ 8.0 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 13.0 ในปี 2555 เช่นเดียวกับปัญหาการแพร่ระบาดของ ยาเสพติดในโรงเรียน / สถานศึกษาที่ประชาชนประมาณ 1 ใน 3 ยังคงเห็นว่ามีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการมั่วสุมของเด็ก/เยาวชนตามสถานบันเทิงต่างๆ ที่มักจะมีการเริ่มต้นจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะมีโอกาสสัมผัสกับยาเสพติดและตกเป็นทาสยาเสพติด ได้ในที่สุด
          ยาเสพติด จึงเป็นมัจจุราชเงียบที่ส่งผลกระทบต่อ ทุกภาคส่วนในวงกว้าง เป็นสาเหตุสำคัญที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หากปล่อยไว้จะเป็นปัญหาเรื้อรัง ที่คอยกัดกร่อนสังคมและสุขภาพ และคงไม่ใช่หน่วยงานใดหรือบุคคลใดที่จะแก้ไขได้ แต่หมายถึงครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศชาติ ซึ่งหมายถึงทุกคนที่ต้องช่วยกัน