รพ.มะเร็งอุบลสร้างเครือข่ายดูแลผู้ป่วยมะเร็งลดขั้นตอน-เวลา เสริมสร้างคุณภาพชีวิตคนไข้
04/09/2556 จำนวนคนอ่าน 411 ครั้ง
พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556
 
          ภาคอีสานครองแชมป์ผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุดในประเทศ โรงพยาบาล สรรพสิทธิฯ-รพ.มะเร็งอุบล รับเป็นแม่ข่าย สร้างเครือข่ายการคัดกรอง ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างครบวงจร ลดเวลาการผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในโรงพยาบาล
          ที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ได้ลงพื้นที่ สปสช.เขต10 ดูตัวอย่างการพัฒนาเครือข่ายดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ให้เข้าถึงการรักษาโดยเร็ว หลังพบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งอันดับหนึ่ง
          นายแพทย์วินัย สวัสดิวรเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมาตั้งแต่ปี 2542 ในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 61,082 คน ไทยพบผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 150 คนต่อประชากรแสนคน มะเร็งที่พบบ่อยในเพศชายคือ มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ในเพศหญิง คือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมและมะเร็งตับ ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าประเทศไทยในปี 2563 หรืออีก 7 ปี จะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 148,729 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็ง 95,804 ราย และอีก 17 ปี หรือปี 2573 จะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 176,301 คน และมีผู้ป่วยมะเร็งเสียชีวิต 120,689 คน
          ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหามะเร็งที่สำคัญ คือ มะเร็งท่อน้ำดีมีผู้ป่วยประมาณ 10,000 รายในแต่ละปี แต่สามารถให้การผ่าตัดได้เพียง300 คนต่อปี เนื่องจากผู้ป่วย 1 รายใช้เวลาผ่าตัด 8 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้การจัดเครือข่ายดูแลผู้ป่วยมะเร็งจึงมีความจำเป็น เพราะจะทำให้นำทรัพยากรและจุดแข็งของแต่ละรพ.มาเสริมแรงกันได้ ดังเช่นที่การดำเนินงานของเขต10 ที่มีรพ.สรรพสิทธิประสงค์ และรพ.มะเร็งอุบลราชธานี เป็นรพ.ระดับตติยภูมิขั้นสูงเป็นแม่ข่ายร่วมกับรพ.ระดับอื่นในเขต
          แพทย์หญิงกนกวรรณ มิ่งขวัญ  แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ รพ.โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์และประธานคณะกรรมการดำเนินงานเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเขตบริการสุขภาพที่10   กล่าวว่า    จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ในเขตบริการสุขภาพที่ 10 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธรอำนาจเจริญ มุกดาหาร) จากการวิเคราะห์อัตราการเสียชีวิตพบว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง โดยพบมากคือมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จากอัตราตาย 33.54 รายต่อแสนประชากรในปี 2550 เพิ่มเป็น 42.86 รายต่อแสนประชากรในปี 2553 ดังนั้นการจัดเครือข่ายดูแลผู้ป่วยมะเร็งในระดับจังหวัดและระดับเขตจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งในเขต 10 นี้ มีรพ.สรรพสิทธิประสงค์ และรพ.มะเร็งอุบลราชธานี เป็นรพ.แม่ข่าย
          ทั้งนี้ การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแต่ละราย มีความซับซ้อน ยุ่งยากต้องอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง เครื่องมือและยาราคาแพง ใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้รพ.สรรพสิทธิประสงค์ มีความพร้อมด้านการผ่าตัดเคมีบำบัด เวชศาสตร์นิวเคลียร์ ส่วนรพ.มะเร็งอุบลราชธานี มีความพร้อมด้านเคมีบำบัด รังสีรักษา การรักษาประคับประคอง และการผ่าตัดบางโรค
          ดังนั้นเพื่อให้การรักษาครบถ้วนแล้วเสร็จภายในเขต จึงต้องอาศัยความร่วมมือการส่งต่อระหว่างรพ.ให้บริการแก่ผู้ป่วยในส่วนที่ขาด โดยได้จัดตั้งเป็นเครือข่ายบริการด้านโรคมะเร็งครอบคลุมทั้งในจังหวัดตั้งแต่ปี2547 และขยายในระดับเขตอีก 4 จังหวัด ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถลดการส่งต่อผู้ป่วยนอกเขตลงได้ จากที่รพ.สรรพสิทธิประสงค์เคยส่งต่อนอกเขต 89 รายในปี 2554 ลดลงเหลือ 55 รายในปี 2555  และลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัดจาก 7-14 วัน เหลือ 2-3 วัน โดยนำผู้ป่วยจากรพ.สรรพสิทธิประสงค์ ไปผ่าที่รพ.มะเร็งอุบลฯ ช่วยลดความแออัดในรพ. และผู้ป่วย
          แพทย์หญิงกนกวรรณ กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ 80% มีสิทธิบัตรทอง และมีรายได้น้อย การดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร จะช่วยได้ทั้งผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยได้ ทั้งในแง่ของความประหยัดในค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ลดระยะเวลาเดินทางเพื่อการรักษาของผู้ป่วย รวมทั้งมีทีมสหวิชาชีพคอยดูแลแบบองค์รวม ทั้งนี้เชื่อว่าการทำงานในระบบเครือข่ายจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
          นายแพทย์พงศธร ศุภอรรถกร โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี รองประธานคณะกรรมการดำเนินงานเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเขตบริการสุขภาพที่10 กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างรพ.สรรพสิทธิประสงค์นำผู้ป่วยและตามไปผ่าตัดที่รพ.มะเร็ง อุบลราชธานี) ทำให้ลดระยะเวลารอคอยผ่าตัดจาก 7-14 วัน เหลือ 2-3วัน ลดความแออัดที่รพ.ศูนย์สรรพสิทธิประสงค์ (จำนวนผู้ป่วยผ่าตัด 1 ม.ค.56- 30มิ.ย.56 เท่ากับ 30 ราย)ผู้ป่วยสามารถเลือกผ่าตัดมะเร็งบางโรค เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ ในรพ.ใกล้บ้าน ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนมารับยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาที่รพ.สรรพสิทธิประสงค์ หรือรพ.มะเร็งอุบลฯได้
          นอกจากนั้นยังมีระบบส่งต่อเพื่อรับรังสีรักษาโดยผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินด้านมะเร็งได้รับการฉายรังสี ภายใน 1-3 วัน การรักษาด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์  มีระบบ fast tract หรือช่องทางด่วน ลดระยะเวลารอคอยจากเดิม 1 เดือน ลดเหลือ 7 ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีระบบส่งต่อเพื่อการดูแลประคับประคองใกล้บ้าน ทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็วขึ้นลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป-กลับมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปี 2555 มีผู้ป่วยมะเร็งรักษาแบบประคับประคองประมาณ 900 ราย และมีการประสานความร่วมมือดูแลผู้ป่วยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เช่น การส่งผู้ป่วยระยะสุดท้ายกลับบ้านโดยรถขององค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (โครงการพาคนรักกลับบ้าน) และประสานตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีร่วมกับเทศบาลเมืองศรีสะเกษ เพื่อค้นหาผู้ป่วยและให้การรักษาแต่ระยะเริ่มต้นก่อนจะลุกลามรักษายากและส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย
          ทั้งนี้ นายแพทย์วินัย กล่าวว่า ในการณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานลดการบริโภคอาหารสุกๆดิบๆ เช่น ปลาร้า เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเพราะวัฒนธรรมการรับประทานอาหารเหล่านี้มีมาอย่างยาวนาน และไม่ได้เป็นสิ่งที่รับประทานเข้าไปแล้วเห็นผลทันที การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ความรุ้จึงเป็นความหวังที่จะให้ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยร้ายที่มาจากอาหารการกินได้