Strong ไปกับสคร.4 ตอน การป้องกันวัณโรค เนื่องในวันวัณโรคสากล (24 มีนาคม 2562) “ถึงเวลาตรวจหาวัณโรค รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย”
24/03/2562 จำนวนคนอ่าน 832 ครั้ง

วันที่ 24 มีนาคม ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็น “วันวัณโรคสากล (World TB Day)” เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสความร่วมมือในการดำเนินงานเพื่อยุติวัณโรค และได้ส่งประเด็นสารสื่อถึงประชาชน “ถึงเวลาตรวจหาวัณโรค – รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย” อันจะนำไปสู่จุดหมายอันสูงสุด คือ “เมืองไทยปลอดวัณโรค” แพทย์หญิงวรยา เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่4 จังหวัดสระบุรี กล่าวถึงสถานการณ์วัณโรค เขตสุขภาพที่ 4 ปีงบประมาณ 2561 มีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ขึ้นทะเบียน จำนวน 6,860 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 35 – 44 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 45-54 ปี จังหวัดที่มีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ นนทบุรี รองลงมาเป็นปทุมธานี (ข้อมูลจาก www.tbcmthailand.net ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 ) โดยประเทศไทยกำหนดเป็นนโยบายและจัดทำแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ.2560 ถึง 2564 มีเป้าหมายลดอัตราป่วยร้อยละ 12.5 ต่อปี หรือจากอัตราป่วย 171 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2557 ให้เหลือ 88 ต่อประชากรแสนคนภายในปี 2564 แพทย์หญิงวรยา กล่าวต่อว่า วัณโรค หรือ TB เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย ส่วนใหญ่มักเกิดที่ปอด (ร้อยละ 80) สามารถแพร่เชื้อได้ง่าย วัณโรคนอกปอดอาจพบได้ในอวัยวะอื่นๆ ได้แก่ เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท เป็นต้น เชื้อวัณโรคติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางอากาศ กล่าวคือ เมื่อผู้ป่วยวัณโรคปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง ไอ จาม พูดดังๆ ตะโกน หัวเราะหรือร้องเพลง ทำให้เกิดละอองฝอยฟุ้งกระจายออกมา หากผู้อื่นสูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีอนุภาคขนาดเล็กเข้าไปสู่ถุงลมปอด ก็จะทำให้ป่วยเป็นวัณโรคได้ ประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อวัณโรค ได้แก่ ผู้สัมผัสวัณโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี หรือสัมผัสวัณโรคดื้อยา ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรัง ติดเตียง ติดบ้าน ผู้ต้องขัง บุคลากรในเรือนจำ บุคลากรสาธารณสุข แรงงานเคลื่อนย้ายจากประเทศที่มีความชุกวัณโรคสูง และผู้ติดตาม ผู้อาศัยในที่คับแคบแออัด เช่น ชุมชนแออัด ค่ายทหาร ค่ายอพยพ ผู้อาศัยในสถานพินิจ หรือสถานสงเคราะห์ คนเร่ร่อนไร้ที่อยู่ สำหรับประชาชนทั่วไปสมารถป้องกันตนเองไม่เสี่ยงต่อการเกิดวัณโรค ดังนี้ 1.ดูแลสุขภาพออกกำลังกายให้แข็งแรง 2.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ 3.ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองโรค โดยเฉพาะผู้สัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิด บุคลากรทางการแพทย์ 4.หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค และ 5.หากมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค ได้แก่ ไอเรื้อรังนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย มีไข้ (มักจะเป็นตอนบ่าย เย็น หรือตอนกลางคืน) ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอก หายใจขัด หรือมีอาการ 2 อาการขึ้นไป ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว รักษาเร็วและต่อเนื่อง แพทย์หญิงวรยา เน้นย้ำว่าโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงรับประทานยาต่อเนื่องประมาณ 6 เดือน ซึ่งค่ารักษาอยู่ที่หลักพันบาท หากปล่อยไว้อาจเกิดการดื้อยาได้ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายสูงมากถึงหลักแสนบาท หรือล้านบาทได้ ควรมีญาติหรือผู้ใกล้ชิดเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล กำกับการกินยาของผู้ป่วย ให้กำลังใจที่จะต้องกินยาครบตามกำหนดรักษา สังเกตอาการข้างเคียงหรืออาการแพ้ยา หมั่นย้ำเรื่องการดูแลสุขภาพ เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย ส่วนการป้องกันโรค ทำได้โดยการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัสเสมหะ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 จังหวัดสระบุรี จึงขอเชิญชวนประชาชนป้องกันตนเองจากวัณโรค โดยหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคและตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองวัณโรค หากมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษา “รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย” หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
Facebook : https://www.facebook.com/ dpc4saraburi