สคร.11 เตือนประชาชนใต้ตอนบน ระวังป่วยไข้เลือดออก”
09/04/2562 จำนวนคนอ่าน 384 ครั้ง

    สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช เตือนประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก พบผู้ป่วยในประเทศแล้วจำนวน 12,545 ราย เสียชีวิต 14 ราย แนะสังเกตอาการ หากมีไข้สูง 2 วัน มีจุดเลือดออกตามตัว หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และปวดท้อง ให้รีบพบแพทย์ ห้ามซื้อยามารับประทานเอง
     พญ.ศิริลักษณ์ ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผย สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ตั้งแต่ 1 ม.ค.-25 มี.ค.62 พบผู้ป่วยแล้ว 12,545 ราย เสียชีวิต 14 ราย ซึ่งพบว่าจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน โดยภาคใต้มีอัตราป่วยสูงสุด รองลงมาคือ ภาคกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ สำหรับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่วันที่ 1-25 มี.ค.62 พบผู้ป่วยจำนวน 1,165 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ10-14 ปี รองลงมา 5-9 ปี จังหวัดที่อัตราป่วยสูงสุดคือ นครศรีธรรมราช รองลงมา ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร
     พญ.ศิริลักษณ์ กล่าวเพิ่ม คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องจากบางพื้นที่มีฝนตก อาจทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะโรค ทำให้ประชาชนยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ จึงขอให้ช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายบริเวณรอบๆบ้าน และในบ้าน โดยใช้มาตรการ 3 เก็บ ได้แก่1.เก็บบ้านให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้เป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ สำรวจภาชนะใส่น้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ เพื่อป้องกันโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ โรคไข้เลือดออกยังไม่มียารักษาเฉพาะจึงต้องรักษาตามอาการ คือให้ยาลดไข้ เช็ดตัว ป้องกันอาการช็อก อาการโรค ได้แก่ ไข้สูงปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง อาจพบจุดเลือดที่ผิวหนัง หรือเจ็บที่ชายโครงด้านขวา มักไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากไข้เป็นหวัดที่จะมีน้ำมูกร่วมด้วย ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อป่วยแล้วจะรุนแรง คือ ผู้ป่วยที่เคยป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกมาแล้ว และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีอาการดังกล่าว ขอให้รีบไปพบแพทย์ ห้ามซื้อยามารับประทานเอง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่    สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422